เจาะลึก VR จิตบำบัด: เปิดเผยหลักฐานวิทยาศาสตร์และงานวิจัยล้ำสมัย

webmaster

VR 심리치료의 과학적 근거와 연구 - **Prompt:** A young adult, female, with medium-length dark hair, is comfortably seated on a plush ar...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกของฉันทุกคน วันนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพใจที่เราจะมาคุยกันค่ะ! เคยไหมคะที่รู้สึกว่าโลกภายนอกมันวุ่นวายจนเราอยากจะหนีไปอยู่ในที่สงบๆ คนเดียว หรือบางทีก็เผชิญกับความกลัวบางอย่างที่ยากจะจัดการในชีวิตจริง?

ฉันเองก็เคยคิดว่าการบำบัดทางจิตใจก็คือการนั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่บอกเลยว่าโลกเปลี่ยนไปมากจริงๆ ค่ะ เพราะตอนนี้เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ที่เราคุ้นเคยกันในโลกของเกม ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลใจเราแบบคาดไม่ถึงเลยล่ะ!

ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิงอีกต่อไป แต่มันคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและมีการวิจัยรองรับมากมายทั่วโลก แถมกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราก็เริ่มนำมาใช้รักษาโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลแล้วด้วยนะคะ มันช่วยให้เราได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลองที่ปลอดภัย เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวหรือฝึกจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น นี่มันคือการเปิดมิติใหม่ของการบำบัดที่ทั้งน่าสนใจและได้ผลจริงๆ ค่ะ อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะคะว่า VR จะเข้ามาช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ลึกซึ้งขนาดไหนและมีงานวิจัยอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่รักทุกคน! วันนี้ฟ้าใสมีเรื่องเม้าท์มอยที่น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์กับสุขภาพใจของเรามาฝากกันอีกแล้วค่ะ ใครเคยรู้สึกไหมคะว่าโลกข้างนอกมันวุ่นวายเสียจนอยากจะหนีไปหลบในมุมสงบๆ คนเดียว หรือบางทีก็ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวอะไรบางอย่างที่ยากจะจัดการในชีวิตจริง?

ฟ้าใสเองก็เคยคิดนะว่าการบำบัดจิตใจก็คือการนั่งคุยกับคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ แต่บอกเลยว่าโลกมันเปลี่ยนไปมากจริงๆ ค่ะ! เพราะตอนนี้เจ้าเทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ที่เราคุ้นเคยกันในโลกของเกมเนี่ย ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลใจเราแบบคาดไม่ถึงเลยล่ะ!

ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิงอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและมีงานวิจัยรองรับมากมายทั่วโลก แถมกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราก็เริ่มอนุมัตินำมาใช้รักษาโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลแล้วด้วยนะคะ นี่มันช่วยให้เราได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลองที่ปลอดภัย เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวหรือฝึกจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้นเลยนะ มันคือการเปิดมิติใหม่ของการบำบัดที่ทั้งน่าสนใจและได้ผลจริงๆ ค่ะ อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า VR จะเข้ามาช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ลึกซึ้งขนาดไหน และมีงานวิจัยอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!

โลกเสมือนจริง จุดเริ่มต้นของใจที่แข็งแรงกว่าเดิม

VR 심리치료의 과학적 근거와 연구 - **Prompt:** A young adult, female, with medium-length dark hair, is comfortably seated on a plush ar...

ในช่วงเวลาที่ฟ้าใสรู้สึกว่าชีวิตประจำวันมันรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดันมากๆ บางครั้งเราก็อยากจะกดปุ่มหยุดเวลาแล้วหายตัวไปอยู่ในที่ที่สงบๆ คนเดียวใช่ไหมคะ?

เจ้า VR Therapy นี่แหละค่ะ ที่กำลังก้าวเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างน่าทึ่ง! มันไม่ใช่แค่การสวมแว่นแล้วเห็นภาพ 3 มิติ แต่เป็นการพาจิตใจของเราเข้าไปสัมผัสกับ “โลกเสมือนจริง” ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้เราได้ฝึกฝนตัวเองในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นคนขี้อาย กลัวการพูดในที่สาธารณะ การที่ต้องออกไปยืนพูดหน้าคนเยอะๆ ในชีวิตจริง มันอาจจะยากเกินไปจนทำให้เราเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นๆ ไปเลย แต่ในโลก VR เราสามารถลองฝึกพูดหน้าคนกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนคนไปเรื่อยๆ โดยที่รู้สึกปลอดภัย ไร้ความเสี่ยง แถมยังหยุดพักได้ทุกเมื่อที่รู้สึกไม่พร้อม มันเหมือนกับการได้ทดลองใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากเป็น โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ทำให้เราสามารถสร้างความมั่นใจและพัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงได้แบบค่อยเป็นค่อยไป นี่แหละค่ะคือเสน่ห์ของ VR ที่ทำให้ฟ้าใสรู้สึกว้าวมากๆ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวในพื้นที่ที่ปลอดภัย สร้างความคุ้นเคย และลดความกังวลลงได้จริงๆ นะ

เปิดมิติใหม่ของพื้นที่แห่งการเยียวยา

การบำบัดด้วย VR นั้นแตกต่างจากการบำบัดแบบเดิมๆ ตรงที่มันสามารถจำลองสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ป่าเขาที่ร่มรื่น หรือแม้แต่สถานการณ์ทางสังคมที่เรามักจะกังวลในชีวิตจริง การได้หลุดเข้าไปในโลกเสมือนจริงเหล่านี้ ทำให้เราสามารถตัดขาดจากสิ่งกระตุ้นความเครียดในโลกภายนอกชั่วขณะหนึ่ง และจดจ่ออยู่กับการบำบัดได้อย่างเต็มที่ ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกอึดอัดกับการพูดคุยในห้องสี่เหลี่ยม หรือรู้สึกไม่สบายใจที่จะเปิดเผยตัวตนในกลุ่มบำบัด แต่ VR สามารถช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ด้วยการให้ผู้ป่วยสวมบทบาทเป็นอวาตาร หรือเลือกสภาพแวดล้อมที่รู้สึกผ่อนคลายที่สุด มันจึงเป็นเหมือนห้องบำบัดส่วนตัวที่เราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ทำให้การเข้าถึงการบำบัดง่ายขึ้น และรู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

VR ทำงานกับสมองเรายังไงนะ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแค่ใส่แว่นแล้วเห็นภาพเสมือนจริง มันจะช่วยบำบัดจิตใจได้จริงเหรอ? ฟ้าใสเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่พอได้ลองศึกษาดูแล้ว มันมีกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆ เลยนะ!

เมื่อเราอยู่ในโลก VR สมองของเราจะรับรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ของจริง” แม้ว่าในความเป็นจริงเราจะรู้ว่ามันคือสถานการณ์จำลองก็ตาม นี่เป็นเพราะเทคโนโลยี VR สามารถสร้างประสบการณ์ที่สมจริงมากๆ ทั้งภาพ เสียง และบางครั้งยังรวมถึงการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเราด้วย ทำให้สมองของเราเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ในโลกเสมือนจริงนี้ ซึ่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นใน VR จะสามารถถ่ายทอดมาสู่ชีวิตจริงได้ด้วย มันเหมือนกับการที่เราฝึกขับรถในเกมจำลองก่อนออกไปขับบนถนนจริงนั่นแหละค่ะ ยิ่งเราฝึกฝนบ่อยเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งคุ้นเคยและเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกหรือสถานการณ์นั้นๆ ได้ดีขึ้นเท่านั้น ทำให้ความกลัวและความกังวลลดลงได้จริงๆ

กลไกเบื้องหลัง: VR ช่วยปรับสมองและใจให้ก้าวข้ามความกลัว

เคยไหมคะที่เรารู้สึกว่าสมองของเรามันมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เราจมอยู่กับความกังวลหรือความกลัวซ้ำๆ? VR Therapy นี่แหละค่ะที่เข้ามาช่วย “รีเซ็ต” หรือปรับกลไกเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด!

หลักการทำงานสำคัญคือการบำบัดแบบเผชิญหน้า (Exposure Therapy) ที่ในอดีตมักจะทำโดยการจินตนาการ หรือค่อยๆ เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวในชีวิตจริง แต่ VR ช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100% เลยนะ สมมติว่าเรากลัวความสูงมากๆ การต้องขึ้นไปยืนบนตึกสูงๆ ในชีวิตจริงอาจทำให้เราช็อกไปเลยก็ได้ แต่ในโลก VR เราสามารถเริ่มต้นจากตึกที่ไม่สูงมาก ค่อยๆ เพิ่มระดับความสูงไปเรื่อยๆ จนสมองเรียนรู้ว่า “เฮ้ย!

มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนี่นา” การทำแบบนี้ซ้ำๆ จะช่วยลดการตอบสนองของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความกลัวลง ทำให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเลยค่ะ

Advertisement

เมื่อสมองได้ “ฝึก” ในพื้นที่ปลอดภัย

สิ่งที่ฟ้าใสชอบมากๆ คือการที่ VR สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้สมองของเราได้ฝึกฝนและเรียนรู้ ปกติแล้วเมื่อเราเผชิญกับสิ่งที่กลัว สมองจะสั่งให้เรารู้สึกวิตกกังวล และเตรียมพร้อมที่จะหนีหรือต่อสู้ (Fight or Flight response) แต่ในโลก VR เราสามารถเลือกที่จะอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ได้นานขึ้น ได้สังเกตปฏิกิริยาของตัวเอง และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมมัน นักจิตวิทยาจะคอยแนะนำและให้กำลังใจตลอดกระบวนการ ทำให้เรารู้สึกมั่นคงและไม่โดดเดี่ยว การฝึกแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความกลัวในสถานการณ์จำลองเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราสร้างทักษะการรับมือกับความเครียดและอารมณ์ต่างๆ ในชีวิตจริงได้ด้วย มันเหมือนกับการที่เราได้เล่นเกมที่ช่วยฝึกสมองและจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้นนั่นเองค่ะ

จากความกลัวในใจ สู่การเผชิญหน้าในโลก VR

ชีวิตคนเรามันก็มีหลายอย่างให้กลัวเนอะ ทั้งกลัวที่สูง กลัวสัตว์บางชนิด หรือแม้แต่กลัวการเข้าสังคมที่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของเราได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว ฟ้าใสเองก็เคยมีประสบการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวบางอย่างที่มันฝังลึกอยู่ในใจ จนบางทีก็รู้สึกว่ามันยากที่จะก้าวผ่านไปได้จริงๆ ค่ะ แต่พอได้รู้จักกับ VR Therapy ก็รู้สึกว่านี่แหละคือทางออกใหม่ที่น่าสนใจมากๆ เลยนะ มันช่วยให้เราได้ลองก้าวออกจาก Comfort Zone โดยที่ไม่ต้องรู้สึกกดดันเท่ากับการเผชิญหน้ากับของจริงทันที ทำให้เราได้ค่อยๆ ปรับตัวและสร้างความกล้าหาญจากข้างใน

เอาชนะโรคกลัวต่างๆ (Phobia) ด้วยโลกเสมือนจริง

สำหรับเพื่อนๆ ที่มีอาการ Phobia หรือโรคกลัวเฉพาะเจาะจงต่างๆ เช่น กลัวเลือด กลัวแมงมุม กลัวที่แคบ หรือแม้แต่กลัวการพูดในที่สาธารณะ VR Therapy นี่แหละคือตัวช่วยชั้นดีเลยค่ะ คุณหมอศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า โดยปกติแล้วการรักษาโรคกลัวจะใช้จิตบำบัดโดยให้นึกภาพตาม ซึ่งอาจจะยากสำหรับบางคน แต่พอมี VR เข้ามาช่วย เราจะได้เห็นภาพสถานการณ์นั้นๆ ได้ทันที เราจะได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลอง เช่น การอยู่บนเวทีที่มีผู้คนกำลังปรบมือให้ แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนคนไปเรื่อยๆ มันเป็นการฝึกสมองให้คุ้นเคยกับสิ่งที่เรากลัวทีละน้อย จนความรู้สึกหวาดกลัวนั้นค่อยๆ ลดลงไปเอง ฟ้าใสคิดว่ามันเป็นวิธีที่ทั้งฉลาดและอ่อนโยนต่อใจมากๆ เลยนะ เพราะเราไม่ต้องรู้สึกว่าถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เราตกใจสุดขีดทันที

สร้างความมั่นใจ ก้าวข้ามความกังวลทางสังคม

เพื่อนๆ บางคนอาจจะไม่ได้กลัวอะไรรุนแรง แต่กลับรู้สึกกังวลกับการเข้าสังคม (Social Anxiety) รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า หรือรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสินอยู่ตลอดเวลา ปัญหานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานได้เลยนะ VR Therapy เข้ามาช่วยตรงนี้ได้ดีมากๆ ค่ะ เพราะมันจำลองสถานการณ์ทางสังคมที่หลากหลาย เราสามารถฝึกบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ในโลก VR ก่อนที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้เลย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิดหรือทำอะไรพลาด จากประสบการณ์ของคนไข้บางรายที่เคยใช้ VR บำบัดอาการวิตกกังวลทางสังคม พวกเขาได้เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้อง “สมบูรณ์แบบ” เพื่อเชื่อมต่อกับผู้อื่น และความกลัวก็ค่อยๆ คลายลง นี่มันคือโอกาสทองสำหรับคนที่อยากฝึกตัวเองให้กล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไปเลยค่ะ

ไม่ใช่แค่เรื่องของเกม! หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการใช้งานจริงในไทย

ตอนแรกฟ้าใสก็แอบคิดนะว่า VR มันจะดูเป็นเรื่องเล่นๆ เหมือนเกมไปหรือเปล่า? แต่พอได้ศึกษาข้อมูลจริงๆ จังๆ แล้วต้องเปลี่ยนความคิดเลยค่ะ! เพราะว่าตอนนี้ VR Therapy ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสุดล้ำที่เอาไว้เล่นเกมอีกต่อไปแล้วนะคะ แต่มันคือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและมีการนำไปใช้จริงในการรักษาปัญหาสุขภาพจิตมากมายทั่วโลก แถมบ้านเราก็เริ่มเอามาใช้กันแล้วด้วยนะ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยค่ะว่าการดูแลสุขภาพใจของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

งานวิจัยที่รองรับและผลลัพธ์ที่จับต้องได้

มีการศึกษาและงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า VR Therapy มีประสิทธิภาพในการรักษาปัญหาสุขภาพจิตหลายอย่าง เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และโรคกลัวต่างๆ งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่า VR Therapy มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการรักษาแบบทั่วไปเลยด้วยซ้ำ เหตุผลหลักๆ ก็คือการที่ VR ช่วยให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้ ซึ่งต่างจากการจินตนาการที่อาจจะยากสำหรับบางคน หรือการต้องไปเผชิญหน้ากับของจริงที่อาจจะน่ากลัวเกินไป นอกจากนี้ VR ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการอารมณ์และลดความเครียดได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามากๆ ค่ะ

สถานการณ์ VR Therapy ในประเทศไทย

ในประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้าค่ะ กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติให้มีการใช้ VR ในการรักษาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ไทยเลยทีเดียว สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่กำลังนำระบบ “VR Therapy – Metaverse” มาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคกังวล โรคกลัว และ PTSD คุณหมอศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้เปิดเผยว่า โปรแกรม VR ที่พัฒนาขึ้นนี้จะถูกปรับให้เข้ากับบริบทและสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยด้วย และกำลังมีแผนที่จะกระจายไปยังโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิตและกระทรวงสาธารณสุขต่อไปในอนาคต นี่เป็นข่าวดีมากๆ เลยนะคะสำหรับคนไทยที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพใจ เพราะจะช่วยให้การเข้าถึงการบำบัดรูปแบบใหม่นี้เป็นไปได้ง่ายขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงด้วย

ประเภทของปัญหาทางจิตใจ VR Therapy ช่วยได้อย่างไร ข้อมูลจากงานวิจัย/แหล่งอ้างอิง
โรคกลัว (Phobia) เช่น กลัวความสูง, กลัวแมงมุม, กลัวการพูดในที่สาธารณะ จำลองสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกลัวในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ช่วยให้ค่อยๆ เผชิญหน้าและลดความกลัวลง
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) และภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) สร้างสถานการณ์จำลองเพื่อฝึกการรับมือกับความเครียดและเหตุการณ์ที่กระตุ้นความทรงจำร้ายแรงในพื้นที่ปลอดภัย
โรคซึมเศร้า (Depression) ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองมากขึ้น, เพิ่มความเห็นอกเห็นใจตนเอง, ลดการวิจารณ์ตนเองในเชิงลบ และฝึกทักษะการผ่อนคลาย
โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety) จำลองสถานการณ์ทางสังคมเพื่อฝึกการมีปฏิสัมพันธ์และสร้างความมั่นใจในการเข้าสังคม
โรคจิตเภท (Schizophrenia) และการติดสารเสพติด ใช้ Metaverse ในการบำบัดกลุ่ม, จำลองสถานการณ์เพื่อฝึกทักษะทางสังคม หรือเผชิญหน้ากับเสียงหลอนในโลกเสมือน
Advertisement

ประสบการณ์ตรง: เมื่อฉันได้ลองก้าวเข้าสู่โลกบำบัดด้วย VR

เชื่อไหมคะว่าฟ้าใสเองก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องสุขภาพจิตมากๆ พอได้ยินเรื่อง VR Therapy ก็เลยลองหาโอกาสสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองเลยค่ะ! มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะที่จะยอมรับว่าบางครั้งเราก็ต้องการความช่วยเหลือทางใจ แต่พอได้ลองแล้วรู้สึกเลยว่านี่แหละคือสิ่งที่หลายคนมองหามานาน!

การได้สวมแว่น VR แล้วเข้าไปอยู่ในโลกที่สงบ หรือเผชิญหน้ากับสถานการณ์จำลองที่ถูกออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการบำบัดแบบเดิมๆ มากเลยค่ะ

ความรู้สึกที่เหนือความคาดหมาย

ตอนแรกที่สวมแว่น VR เข้าไป สิ่งแรกที่ฟ้าใสรู้สึกคือ “ความตื่นตาตื่นใจ” ค่ะ! โลกเสมือนจริงมันสมจริงมากๆ จนบางทีก็ลืมไปเลยว่ากำลังอยู่ในห้องบำบัดที่โรงพยาบาล ฉันได้เลือกบรรยากาศที่เป็นป่าไม้เขียวขจี มีเสียงนกร้องคลอเบาๆ รู้สึกผ่อนคลายและสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คุณนักจิตวิทยาก็จะคอยแนะนำให้ฉันหายใจเข้าออกช้าๆ และสังเกตความรู้สึกของตัวเอง พอได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สบายใจแบบนั้น มันทำให้ฉันกล้าที่จะเปิดใจและสำรวจความคิดในหัวตัวเองได้ลึกซึ้งขึ้นมากๆ เลยค่ะ บางครั้งมันก็เหมือนกับการได้ออกไปเดินเล่นในสวนสวยๆ คนเดียว ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ โดยไม่มีสิ่งรบกวนจากโลกภายนอกเลย

สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากการบำบัดด้วย VR

สิ่งที่ฟ้าใสประทับใจที่สุดคือการที่ VR ช่วยให้ฉันได้ “ฝึก” การรับมือกับความเครียดในแบบที่ปลอดภัยที่สุด ฉันได้ลองเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในโลกเสมือนจริง และได้เรียนรู้ว่าร่างกายของฉันตอบสนองอย่างไรเมื่อความเครียดเข้ามา คุณนักจิตวิทยาก็จะคอยให้คำแนะนำว่าควรจะหายใจแบบไหน ควรจะคิดอย่างไรเพื่อลดความกังวล มันเหมือนกับการได้ทดลองใช้ทักษะการรับมือใหม่ๆ ในสนามฝึก ก่อนที่จะนำไปใช้ในสถานการณ์จริงค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง และรู้สึกว่ามีเครื่องมือใหม่ๆ ในการดูแลใจตัวเองติดตัวกลับมาด้วย นี่เป็นประสบการณ์ที่ฟ้าใสอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ลองสัมผัสจริงๆ ค่ะ เพราะบางทีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในโลกเสมือน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตจริงของเราได้เลยนะ

อนาคตของการดูแลใจ: VR จะเปลี่ยนการบำบัดไปตลอดกาล

VR 심리치료의 과학적 근거와 연구 - **Prompt:** A male professional in his late 20s, dressed in a smart casual outfit (collared shirt an...

พอได้เห็นศักยภาพของ VR Therapy แล้ว ฟ้าใสก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงอนาคตที่น่าตื่นเต้นของการดูแลสุขภาพจิตเลยค่ะ! เพราะเทคโนโลยีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจำลองสถานการณ์เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวเท่านั้นนะ แต่มันกำลังพัฒนาไปไกลกว่าที่เราคิดมากๆ มันเหมือนกับการเปิดประตูบานใหม่ที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดในการเยียวยาจิตใจของเรา

การเข้าถึงการบำบัดที่ง่ายขึ้นและเป็นส่วนตัว

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยี VR จะยิ่งเข้าถึงง่ายและมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงการบำบัดที่มีคุณภาพได้จากที่บ้านของตัวเองเลยก็เป็นได้ ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเรามีโปรแกรม VR Therapy สำหรับผ่อนคลายหรือลดความเครียดที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ที่บ้านได้เอง มันจะดีแค่ไหน?

นอกจากนี้ VR ยังสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทาง สามารถเข้ารับการบำบัดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษา และทำให้คนไทยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้อย่างทั่วถึงเลยค่ะ นี่คือสิ่งที่ฟ้าใสเชื่อมั่นมากๆ ว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

Advertisement

Metaverse และการบำบัดแบบกลุ่มในโลกเสมือน

นอกจาก VR Therapy แล้ว ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการบำบัดแบบกลุ่มผ่านระบบ Metaverse หรือจักรวาลนฤมิตค่ะ ลองนึกภาพว่าเราสามารถเข้าร่วมกลุ่มบำบัดกับผู้คนที่มีปัญหาคล้ายๆ กันจากทั่วทุกมุมโลก โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงผ่านอวาตารของเรา นี่จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีความวิตกกังวลทางสังคม หรือรู้สึกอับอายที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้าในชีวิตจริง คุณหมอที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาก็ได้ทดลองใช้ Metaverse สำหรับการให้คำปรึกษาในรูปแบบกลุ่ม ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ เลยทีเดียว และกำลังพิจารณาใช้กับกลุ่มผู้ติดสารเสพติดด้วย ฟ้าใสคิดว่านี่คือการเปิดโอกาสให้เราได้เชื่อมโยงและรับการสนับสนุนจากผู้อื่นในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพมากๆ เลยค่ะ

อยากลองบ้างไหม? เตรียมตัวให้พร้อมก่อนบำบัดด้วย VR!

หลังจากที่ฟ้าใสเล่ามาซะยาวยืด เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงจะเริ่มสนใจ VR Therapy กันบ้างแล้วใช่ไหมคะ? บอกเลยว่ามันน่าลองจริงๆ ค่ะ แต่ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่โลกเสมือนจริงเพื่อเยียวยาจิตใจ สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมและทำความเข้าใจบางอย่างก่อนนะคะ เพราะถึงแม้ว่า VR Therapy จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังและปัจจัยที่เราต้องพิจารณาเหมือนกันค่ะ

ใครที่เหมาะกับ VR Therapy และใครที่ควรระวัง?

VR Therapy เหมาะมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการบำบัดอาการต่างๆ เช่น โรคกลัว (Phobia) โรควิตกกังวล ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) โรคซึมเศร้า หรือผู้ที่ต้องการฝึกทักษะทางสังคมและจัดการกับความเครียด อย่างที่ฟ้าใสเล่าไปก่อนหน้านี้ คนที่กลัวการเข้าสังคมมากๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการฝึกฝนในโลก VR ได้อย่างน่าทึ่งเลยค่ะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการบำบัดด้วยวิธีนี้นะคะ!

ผู้ที่มีโรคลมชักที่ยังควบคุมไม่ได้ ปัญหาการมองเห็นที่รุนแรง สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีอาการเมารถ/เวียนศีรษะได้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์และนักบำบัดอย่างละเอียดก่อน เพราะการใช้ VR เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้รับการคัดกรองจากผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอค่ะ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการบำบัดของเราเอง

ขั้นตอนการเตรียมตัวและสิ่งที่เราจะได้เจอ

ถ้าตัดสินใจแล้วว่าอยากลอง VR Therapy สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาค่ะ พวกเขาจะช่วยประเมินว่าเราเหมาะกับการบำบัดด้วยวิธีนี้หรือไม่ และจะออกแบบโปรแกรมการบำบัดที่เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของเราโดยเฉพาะ ในช่วงแรกๆ คุณหมออาจจะให้เราลองปรับตัวกับแว่น VR และสภาพแวดล้อมเสมือนจริงเบื้องต้นก่อน เพื่อให้เราคุ้นเคยและลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็จะเป็นการเข้าสู่โปรแกรมบำบัดหลัก ที่เราจะได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์จำลองต่างๆ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ฟ้าใสอยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะคุณหมอและนักบำบัดจะอยู่เคียงข้างเราตลอดเวลา และเราสามารถหยุดพักได้เสมอถ้าหากรู้สึกไม่ไหว มันคือการเดินทางที่เราจะได้สำรวจและเยียวยาใจตัวเองในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ เลยล่ะค่ะ

คุ้มค่าแค่ไหนกับการลงทุนเพื่อใจที่แข็งแรง?

มาถึงเรื่องสำคัญที่หลายคนอาจจะอยากรู้ นั่นก็คือเรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” ค่ะ! แน่นอนว่าอะไรที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นธรรมดาใช่ไหมคะ?

VR Therapy ก็เช่นกันค่ะ ในช่วงแรกเริ่มอุปกรณ์อาจจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ฟ้าใสเชื่อว่าการลงทุนเพื่อสุขภาพใจที่ดีนั้นคุ้มค่าเสมอค่ะ เพราะใจที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่มีความสุขจริงไหมคะ?

Advertisement

ค่าใช้จ่ายในประเทศไทย และแนวโน้มในอนาคต

จากการหาข้อมูลของฟ้าใส พบว่าในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำ VR Therapy อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานพยาบาลและโปรแกรมการบำบัดที่เลือกค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse Clinic ค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 4,600 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความซับซ้อนของโปรแกรม ซึ่งอาจจะดูสูงสำหรับบางคน แต่ถ้าเทียบกับการบำบัดแบบเดิมๆ ที่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่า หรือต้องเดินทางไปพบคุณหมอบ่อยๆ แล้ว บางที VR Therapy ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาวก็ได้นะคะข่าวดีก็คือ เทคโนโลยี VR กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาของอุปกรณ์และโปรแกรมมีแนวโน้มที่จะถูกลงเรื่อยๆ คุณหมอศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ก็ให้ข้อมูลว่า แว่น VR ในปัจจุบันราคาไม่สูงมากนัก อยู่ที่ประมาณ 1-2 หมื่นบาท และโปรแกรมที่พัฒนาโดยนักพัฒนาชาวไทยก็จะช่วยประหยัดงบประมาณลงได้เยอะเลยค่ะ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นโปรแกรม VR Therapy สำหรับการผ่อนคลายและลดความเครียดที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ที่บ้านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งจะทำให้การดูแลสุขภาพจิตด้วย VR เข้าถึงคนได้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ฟ้าใสเชื่อว่านี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพื่อให้เรามีใจที่แข็งแรงและมีความสุขในทุกๆ วันค่ะ

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ฟ้าใสหวังว่าโพสต์นี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของการดูแลใจ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องบำบัดแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้วนะ! VR Therapy ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำๆ ในโลกของเกม แต่กำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเยียวยาจิตใจของเราอย่างเป็นรูปธรรม มันคือการเปิดโอกาสให้เราได้เผชิญหน้ากับความกลัว สร้างความมั่นใจ และค้นพบความแข็งแกร่งภายในใจในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ฟ้าใสเชื่อมั่นค่ะว่าในอนาคตอันใกล้ การบำบัดด้วย VR จะเข้าถึงง่ายขึ้นและเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพใจที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

알아두면 쓸모 있는 정보

1. หากสนใจ VR Therapy ควรเริ่มต้นจากการปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ เพื่อให้ได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคลนะคะ

2. แม้ VR Therapy จะดูน่าตื่นเต้น แต่ก็ต้องจำไว้ว่ามันคือเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีงานวิจัยรองรับ ไม่ใช่แค่การเล่นเกม ดังนั้นควรเข้ารับการบำบัดในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญค่ะ

3. ผู้ที่มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น โรคลมชักที่ยังควบคุมไม่ได้ ปัญหาการมองเห็นรุนแรง หรือมีอาการเมารถ/เวียนศีรษะง่าย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับการบำบัด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

4. ลองสอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิตหรือกระทรวงสาธารณสุขในประเทศไทยดูนะคะ เพราะหลายแห่งกำลังเริ่มนำ VR เข้ามาใช้ในการบำบัดแล้ว ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นค่ะ

5. การลงทุนเพื่อสุขภาพใจนั้นคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใดค่ะ เพราะใจที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ลองเปิดใจและให้โอกาสตัวเองได้สัมผัสการบำบัดรูปแบบใหม่นี้ดูนะคะ

Advertisement

중요 사항 정리

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย การดูแลสุขภาพใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าที่เคย และเทคโนโลยี Virtual Reality หรือ VR Therapy กำลังก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่พลิกโฉมการบำบัดทางจิตใจให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างน่าจับตาค่ะ ฟ้าใสอยากจะสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่เพื่อนๆ ควรจำไว้ดังนี้นะคะ

VR Therapy: จุดเด่นที่แตกต่าง

  • สร้างโลกจำลองที่ปลอดภัย: VR ช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ 100% ซึ่งต่างจากการบำบัดแบบเดิมๆ ที่อาจต้องใช้จินตนาการหรือเผชิญหน้ากับของจริงโดยตรง

  • ประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้ว: มีงานวิจัยมากมายทั่วโลกที่ยืนยันว่า VR Therapy มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกลัว โรควิตกกังวล ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และโรคซึมเศร้า โดยได้ผลลัพธ์ไม่ด้อยไปกว่าการรักษาแบบทั่วไปเลย

  • กลไกปรับสมองที่ชาญฉลาด: เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยการหลอกสมองให้รับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนเป็น “ของจริง” ทำให้สมองได้เรียนรู้ที่จะตอบสนองและปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งช่วยลดความกลัวและความกังวลในชีวิตจริงได้

VR Therapy ในประเทศไทย

  • ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุข: นับเป็นข่าวดีมากๆ ที่บ้านเราได้อนุมัติให้มีการนำ VR มาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลแล้ว แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้

  • เข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต: สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่กำลังนำระบบ “VR Therapy – Metaverse” มาปรับใช้และมีแผนจะกระจายไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้การบำบัดรูปแบบนี้เข้าถึงคนไทยได้ในวงกว้างมากขึ้น

VR Therapy คือทางเลือกใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเกมอีกต่อไปแล้ว แต่คืออนาคตของการดูแลสุขภาพจิตที่เราทุกคนควรให้ความสนใจและทำความเข้าใจ เพื่อสุขภาพใจที่แข็งแรงและชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืนของพวกเราทุกคนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: VR Therapy คืออะไร และช่วยบำบัดจิตใจเราได้อย่างไรกันแน่คะ?

ตอบ: อธิบายง่ายๆ เลยนะคะ VR Therapy หรือ Virtual Reality Therapy ก็คือการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) สร้างโลกจำลองที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ได้ผ่านแว่น VR ค่ะ เหมือนเวลาเราใส่แว่นแล้วหลุดเข้าไปในเกมหรือหนังเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ โลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษาและเยียวยาจิตใจของเราโดยเฉพาะแล้วมันช่วยได้ยังไงน่ะเหรอคะ?
จากประสบการณ์ที่ฉันได้ศึกษามาและที่นักจิตวิทยาหลายท่านบอกเล่ามาเนี่ย การบำบัดแบบดั้งเดิมบางทีก็อาจจะยากสำหรับบางคน เช่น การต้องจินตนาการถึงสิ่งที่กลัว หรือต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงที่อาจจะรุนแรงเกินไปใช่ไหมคะ แต่ VR Therapy เนี่ยจะเข้ามาช่วยตรงนี้แหละค่ะ มันจะพาเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลองที่เราควบคุมได้ ปลอดภัย และค่อยๆ เผชิญหน้ากับความกลัวหรือฝึกจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น ถ้าเรากลัวการพูดในที่สาธารณะ จากที่เมื่อก่อนอาจจะต้องจินตนาการ แต่ตอนนี้เราสามารถเข้าไปอยู่ในห้องประชุมเสมือนจริง มีคนฟังจำนวนต่างๆ แล้วฝึกพูดได้เลย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครตัดสิน ที่สำคัญคือมันยังช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมสวยๆ อย่างป่าไม้ ทะเล หรือแม้กระทั่งฝึกการทำสมาธิและการหายใจได้อีกด้วยค่ะ รู้สึกเหมือนได้หลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อใจของเราจริงๆ ค่ะ

ถาม: VR Therapy ใช้รักษาโรคหรือปัญหาทางจิตใจอะไรได้บ้าง และในไทยมีการใช้แพร่หลายแค่ไหนคะ?

ตอบ: จากข้อมูลที่ฉันได้หามาเนี่ย VR Therapy มีศักยภาพในการบำบัดปัญหาทางจิตใจได้หลากหลายเลยค่ะ ที่เห็นชัดๆ และมีการนำร่องใช้แล้วในประเทศไทยก็ได้แก่ โรคกังวล (Anxiety), โรคกลัว (Phobia) ต่างๆ เช่น กลัวความสูง กลัวแมงมุม กลัวที่แคบ หรือแม้แต่กลัวการเข้าสังคม รวมถึงกลุ่มโรคภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic stress disorder หรือ PTSD) ค่ะ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาก็เริ่มนำระบบนี้มาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยใน 3 กลุ่มโรคสำคัญนี้แล้วนะคะนอกจากนี้ VR Therapy ยังถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบำบัดอาการซึมเศร้า การติดยาเสพติด และการฝึกทักษะทางสังคมสำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภท (Schizophrenia) ได้อีกด้วยค่ะ ที่น่าสนใจคือมีการศึกษาที่พบว่า VR สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวเองมากขึ้น ลดการโทษตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของอาการซึมเศร้าได้ด้วยนะคะ และในเด็กที่มีภาวะพิเศษอย่างออทิซึมหรือสมาธิสั้น ก็มีการนำ VR มาช่วยลดความวิตกกังวล ฝึกการควบคุมอารมณ์ และส่งเสริมทักษะทางสังคมได้อีกด้วยค่ะส่วนเรื่องความแพร่หลายในไทยนั้น ฉันรู้สึกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องค่ะ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ให้การอนุมัติให้ใช้เทคโนโลยี VR เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการแล้วนะคะ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาก็กำลังพัฒนาระบบ VR Therapy โดยนักพัฒนาชาวไทย เพื่อให้เข้ากับบริบทสังคมไทยและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าโปรแกรมจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อก่อนมีราคาค่อนข้างสูงมากเป็นหลักล้านเลยค่ะ คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราคงได้เห็นการใช้ VR Therapy แพร่หลายมากขึ้นในโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศเลยล่ะค่ะ

ถาม: การบำบัดด้วย VR Therapy ปลอดภัยและได้ผลจริงไหม แล้วเหมาะกับทุกคนหรือเปล่า?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดเลยใช่ไหมคะ จากการค้นคว้าและข้อมูลที่มี ฉันบอกได้เลยว่า VR Therapy มีผลทางวิชาการและงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศที่ยืนยันว่าสามารถช่วยในการรักษาได้ผลจริงค่ะ โดยเฉพาะการบำบัดโรคกลัวหรือความวิตกกังวล การเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในโลกเสมือนจริงก็มีประสิทธิภาพไม่น้อยไปกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมเลยค่ะ ยิ่งกว่านั้น เทคโนโลยี VR ยังเข้ามาช่วยเสริมการรักษาแบบเดิมอย่างการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะคะ เพราะมันทำให้เราได้ฝึกซ้อมในสถานการณ์จำลองที่ควบคุมได้ก่อนจะไปเจอสถานการณ์จริง ทำให้รู้สึกมั่นใจและกล้ามากขึ้นค่ะในเรื่องของความปลอดภัย โดยทั่วไปแล้ว VR Therapy ถือว่าปลอดภัยนะคะ แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการเมารถ (Motion Sickness) ได้จากการใช้ VR เป็นเวลานาน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของเทคโนโลยีนี้ค่ะ อย่างที่ฉันเคยลองเล่นเกม VR แล้วรู้สึกเหมือนจะมึนๆ บ้างเหมือนกันตอนที่ขยับเยอะๆ ดังนั้นการใช้งานภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะส่วนคำถามว่าเหมาะกับทุกคนไหม…
ฉันคิดว่าอาจจะไม่ใช่ทุกคน 100% ค่ะ เพราะบางคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ หรือมีอาการบางอย่างที่ทำให้ใช้ VR ไม่สะดวก เช่น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นหรือมีอาการคลื่นไส้ได้ง่ายมากๆ อย่างไรก็ตาม VR Therapy เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม หรือผู้ที่รู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องเปิดเผยตัวตนหรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงค่ะ เพราะในโลกเสมือนจริง เราสามารถสร้างตัวละคร (Avatar) แทนตัวเองได้ ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและลดความรู้สึกอับอายลงได้มากเลยนะคะ ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปเรื่อยๆ และราคาอุปกรณ์ลดลง การเข้าถึงการรักษาก็จะยิ่งง่ายและแพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

📚 อ้างอิง